โพรงโอโซน

 

ข้อมูลจากสัญญาณดาวเทียมแสดงอาณาบริเวณที่เป็นโพรงโอโซนใหญ่ที่สุดเหนือแอนตาร์กติกในปีนี้ กินพื้นที่ประมาณ 26 ล้านตารางกิโลเมตร หรือเทียบได้กับขนาดของทวีปอเมริกาเหนือทั้งทวีป โพรงนี้มีขนาดใกล้เคียงกับเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ตามคำกล่าวของนักวิทยาศาสตร์จากองค์การนาซา (NASA) และ NOAA (National Oceanic and Atmospheric Administration) นักวิจัยพบว่าโพรงนี้มีแนวโน้มว่าจะมีขนาดเล็กลง

หลายปีที่ผ่านมาโพรงโอโซนที่อยู่เหนือแอนตาร์กติกมีขนาดไม่เปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกับความหนาของชั้นโอโซน ซามูเอล ออลท์มานส์ (Samuel Oltmans) แห่งห้องปฏิบัติการวินิจฉัยและตรวจสอบสภาพอากาศของ NOAA กล่าวว่า ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับการที่สารประกอบคลอรีนที่มนุษย์ผลิตขึ้นมาซึ่งทำลายโอโซนได้เพิ่มความเข้มข้นถึงจุดสูงสุดในบรรยากาศและกำลังจะเริ่มลดลงอย่างช้าๆ

ในอนาคตอันใกล้ ถ้าไม่นับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝันเช่นภูเขาไฟระเบิด ความรุนแรงของโพรงโอโซนก็จะยังคงคล้ายคลึงกับที่เป็นอยู่ในระยะนี้ ส่วนในระยะยาว (30 - 50 ปี) ความรุนแรงนี้ก็คาดว่าจะลดลงพร้อมๆกับการลดลงของระดับคลอรีนในบรรยากาศ

วิธีวัดความรุนแรงของโพรงโอโซนวิธีหนึ่งคือ วัดจากพื้นที่ทั้งหมดของโพรงโอโซน พื้นที่ของโพรงโอโซนมีนิยามว่าเป็นอาณาบริเวณที่มีปริมาณโอโซนต่ำกว่า 220 หน่วยดอบสัน (Dobson) หน่วยดอบสันเป็นหน่วยของการวัดความหนาของชั้นโอโซนที่อยู่ในคอลัมน์เหนือบริเวณที่ทำการวัด เรียกว่า ปริมาณโอโซนทั้งหมดในคอลัมน์

ก่อนถึงฤดูใบไม้ผลิในแอนตาร์กติกาซึ่งปริมาณโอโซนจะลดลง ระดับโอโซนปกติจะอ่านได้ประมาณ 275 หน่วยดอบสัน แมคปีเตอร์l (McPeters)นักวิทยาศาสตร์ของนาซาบอกว่า เมื่อปีที่แล้วโพรงโอโซนมีขนาดตามสถิติที่บันทึกไว้ แต่เกิดเร็วขึ้นแล้วหายไปอย่างรวดเร็ว ปีนี้โพรงมีขนาดลดลงร้อยละ 10 (ข้อมูลจากดาวเทียมและการคำนวณก็ได้ผลตรงกัน)

ทุกฤดูใบไม้ผลิเมื่อดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นมาเหนือทวีปแอนตาร์กติกา จะเกิดปฏิกิริยาเคมีที่เกี่ยวข้องกับคลอรีนและโบรมีนจากสาร CFC (Chlorofluorocarbons) ที่มนุษย์ผลิตขึ้นกับสารประกอบโบรมีนในสตราโตสเฟียร์ ซึ่งเป็นการทำลายโอโซนและเป็นเหตุให้เกิดโพรงโอโซนขึ้น ผลการวัดโพรงโอโซนที่ขั้วโลกใต้เหนือแอนตาร์กติกปีนี้พบว่าการลดลงของโอโซนอยู่ในระดับเดียวกับเมื่อ 10 ปีก่อน

นักวิจัยจาก NOAA รายงานผลการวัดปริมาณโอโซนที่ขั้วโลกใต้โดยใช้บอลลูนติดอุปกรณ์ ว่าการลดลงของโอโซนในเดือนกันยายนคล้ายคลึงกับปีที่ผ่านๆมาโดยปริมาณโอโซนที่อยู่ในระดับความสูง 15 - 20 กิโลเมตรเกือบทั้งหมดถูกทำลาย

นักวิทยาศาตร์ไบรอัน จอห์นสัน กล่าวว่า ปริมาณโอโซนในคอลัมน์เหนือขั้วโลกใต้มีค่าต่ำสุดที่ 100 หน่วยดอบสันเมื่อวันที่ 28 กันยายน ปี 2001ในขณะที่ค่าต่ำสุดที่วัดได้เมื่อปี 2000 คือ 98 หน่วยดอบสัน ส่วนสถิติค่าต่ำสุดคือ 88 หน่วยดอบสันวัดได้เมื่อปี 1993

ชั้นโอโซนช่วยปกป้องโลกจากอันตรายของรังสีอุลตราไวโอเล็ตของดวงอาทิตย์ที่มีผลกระทบให้เกิดโรคมะเร็งที่ผิวหนังและต้อกระจกในมนุษย์ การฟื้นฟูระดับโอโซนให้สูงขึ้นถึงระดับที่วัดได้ก่อนปี 1980 จะใช้เวลาอย่างน้อย 50 ปี การเปลี่ยนแปลงของลมฟ้าอากาศรวมทั้งการเย็นลงของสตราโตสเฟียร์จะชลอกระบวนการนี้ให้เกิดขึ้นช้าลง

สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

http://www.gsfc.nasa.gov/topstory/20011016ozonelayer.html

http://toms.gsfc.nasa.gov

http://www.cpc.ncep.noaa.gov/products/stratosphere/polar/polar.html

ที่มา : 2001 OZONE HOLE ABOUT THE SAME SIZE AS PAST THREE YEARS
จาก : NASANews@hq.nasa.gov

 

 

โพรงโอโซน (Ozone hole) 
ในสตราโตสเฟียร์ (Stratosphere) ซึ่งเป็นบริเวณชั้นบรรยากาศที่สูงจากพิ้นผิวโลกขึ้นไปในช่วงระหว่าง 10 ถึง 50 กิโลเมตร สารประกอบทางเคมีของโอโซนมีบทบาทสำคัญในการดูดกลืนรังสีอุลตราไวโอเล็ตที่เป็นอันตรายจากดวงอาทิตย์ ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ความเข้มขันของสารประกอบนี้ได้รับผลกระทบจากก๊าซที่ถูกปล่อยขึ้นมาในบรรยากาศโดยผีมือมนุษย์รวมทั้งสารที่รู้จักกันในชื่อ CFC สารประกอบเหล่านี้ประกอบกับสภาวะทางอุตุนิยมวิทยาของบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ส่งผลกระทบต่อความเข้มข้นของโอโซนในชั้นบรรยากาศ